Welcome to Chiangmai and Chiangrai magazine
 
Site Map

How the Hindu Temple ruin was stolen!!

Map of northeastern Thailand showing Hindu temple ruins.

On 21 March 1907, without having a map on the discussion table, Siam was forced by France to relinquish her eastern state covering Siem Reap, Battembang and Sri Sobhon. Later, the city of Trad was eventually given back to Thailand by the French. The above Cambodian drawing represents the map (detail scale of 1 : 200,000) of Siam and the location of Prasart Pra Wiharn (Prea Vihear) temple on Siam soil. As a matter of fact, the Siam map (detail scale of 1 : 50,000) was made based on the previous agreement by the Siamese and French colonialists on 13 February 1904 demarcating the two countries by the natural watershed line of the Dongrak mountain range.

As a result of the World Court’s ruling, Cambodia gained the principal Hindu shrine ruin only. The mountain cliff along with the soil under the numerous adjacent buildings in the architecture plan to the north are located in the massive national park that belongs to Thailand. Physically the Cambodians can only reach the temple by climbing up the mountain side. In general, a Hindu temple is a large scale complex encompassing many buildings to practice their faith and worship. The architecture is systematically designed and built according to ancient symbolic order.

The temple is designed to dissolve the boundaries between man and the divine. The construction of the temple follows in three dimensional form exactly as the pattern laid out by a mandala. However, the decisions of the World Court (1962) and World Heritage (2008) desecrates this essence. Instead of the cold hearted real estate decision to divvy up to their favored cronies. The two respected authorities have shown to the world their combined ignorance of the greatness of the Hindu belief by cutting up the complex with a guillotine chop.

เพลงเก่าๆเกี่ยวกับ “แหลมทองของไทย” ไ"้บ่งบอกว่าช่วง 35,000 ปีลงมา-ึง 4,000 ปีที่แล้วมามี หมู่บ้านเชียง หมู่บ้านอื่นๆ หรือเมืองเล็กๆ ทั้งหลาย ในแ-บอีสานให้กำเนิ" “สยามมอย"์” อันเป็นอารยธรรมแห่งแรกของโลก (โปร"อ่านหน้า 33) มิใช่เป็นชื่อ"ินแ"นประเทศอย่างมีตัวตน "ังนั้นในช่วงศตวรรษโน้นๆ จึงยังไม่มีประเทศเกิ"ขึ้น แล้วทิ้งช่วงจนมา-ึง 8,000 ปีที่แล้วมีผู้คนที่เจริญ"้วยอารยธรรมโบรา"ตั้งรกรากบนแหลมทอง ของเราซึ่ง-ูกขนานนามว่า สุวรร"ภูมิ (Suvarnabhumi ซึ่งมีความหมายธรรม"าว่า“Golden Peninsula”) โ"ยชาวอินเ"ีย จีน และ ชาวเอเชีย"้วยกัน ค้นคว้า"ูไ"้จากบันทึกประวัติศาสตร์ของจีน และ อินเ"ีย ในยุคนั้นเองก็เกิ"ชาติพันธ์ุผสมกระจั"กระจายอยู่แล้วมีชาวภารตะ (อินเ"ียปัจจุบัน) ไ"้เ"ินทางผจญภัยมาในลักษ"ะของพ่อค้าและนักบวชพราหม"์แห่งศาสนาฮิน"ูตลอ"ทั้งพ่อค้าชาวจีน ทั้งหม"ทั้งปวงเป็นการ
เ"ินทางมาทางเรือในทะเล เขาเหล่านั้นนอกจากไ"้ขนานนาม"ินแ"นว่า สุวรร"ภูมิแล้วยังเรียกชนพื้นเมืองว่า “เสียม” หรือ “เซียม” หรือ “เซียน” ซึ่งไ"้กระจั"กระจายในแ-บภาคกลางและภาคอีสานปัจจุบันของไทย-กัมพูชาทั้งหม"-ลาวตอนใต้-พม่าตะวันตก จนเป็นที่มาของคำว่า “สยาม” (แต่ไ"้เรียกเสียงเพี้ยนกันไป)

ในข"ะเ"ียวกันนั้นบรรพบุรุษของสยามมอย"์คือชาวบ้านเชียงและชาวชุมชนอื่นผู้ที่นำอารยธรรมแรกมาสู่โลกกระจายทั่วอีสานลงมา
ภาคกลางตอนบนและไ"้กระจายไปทาง"ินแ"น “ฟูนัน” (พูนำ หรือ ปานำ) และ “เจนละ” ต่อๆมาซึ่งสังคม-วั'นธรรม-อา"าจักรอื่นยังไม่เกิ"

ต่อมามีสังคมและวั'นธรรมใหม่ของชาว “ขอม” โ"ยไ"้ช่วงชิงครอบครองอา"าจักร “เจนละ” ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงมาจาก “ฟูนัน” นั่นเอง
อา"าจักรนี้ต่อมาไ"้เรียกกันว่า “พระนคร” ซึ่งฝรั่งเรียกเพี้ยนจากคำว่า “นคร” มาเป็น Angkor คำว่า “ขอม” หมาย-ึงวั'นธรรมและชาติพันธุ์
(มิใช่ชื่อประเทศ) เนื่องจากการผจญภัยของชาวภารตะไ"้บุกเบิกไปใน"ินแ"นหมู่เกาะชวา สุมาตรา และ บาหลี (ซึ่งทั้งหม" คืออินโ"นีเซีย
ในปัจจุบัน)ตลอ"จนปลายแหลมมลายู จึงไ"้รวบรวมเอาชนชาติพันธุ์ซึ่งมีผิวน้ำตาลคล้ำนั้นอพยพไปตั้งรกรากในอา"าจักรพระนคร
ความรู้จากนักบวชพราหม"์และพ่อค้าชาวภารตะนี้เองไ"้สร้างอา"าจักรเมื่อประมา" 1,500 ปีที่แล้ว จากความรู้"ังกล่าวทำให้สังคมของ
ชาวขอมแข็งแกร่งใน"้านการค้า การยุทธศาสตร์ การบริหารบ้านเมือง การแลกเปลี่ยนและนับ-ือศาสนาวั'นธรรม(ในยุคข"ะเ"ียวกัน
นั้นเองอา"าจักรสยามก็ยังไม่ไ"้เกิ" มีแต่"ินแ"นของชาวมอญพร้อม"้วยอิทธิพลต่างๆไ"้กระจั"กระจายมาจากพม่าตะวันตกมา-ึงภาคกลาง
ส่วนใหญ่ของไทยปัจจุบัน) ประกายอิทธิพลของชาวภารตะซึ่งนับ-ือลัทธิฮิน"ู ทำให้ชนพื้นเมืองและผู้อพยพมาใหม่จาก-ิ่นมลายูครั้งนั้นเอง
เกิ"ความรู้ความสามาร-และประสบการ"์จนเป็นอารยธรรมขอม ไ"้ทิ้งหลักฐานทางวั'นธรรมไว้ให้ชนรุ่นหลัง ไ"้แก่ สังคมของชีวิต การ"ำรงชีพ
ปัจจัยสี่ ภาษา ความเชื่อ ส-าปัตยกรรม ตลอ"ทั้งศาสตร์ในสาขาอื่นๆ อา"าจักรของชาวขอมไ"้รุ่งเรืองมากมายอยู่ประมา" 700 ปี
แต่แล้วก็ล่มสลาย อันเกิ"จากสงครามฆ่ากันเอง จากการขา"แคลนน้ำและธรรมชาติอื่นๆ จากโรคภัยไข้เจ็บอันเกิ"จากโรคระบา" ฯลฯ
อย่างไรก็ตามน่าจะมีประชากรเหลืออยู่บ้างบางส่วน แต่เมื่อมอง-ึงความรุ่งเรืองในครั้งนั้นจนไป-ึงมร"กที่ยังปรากฏให้เห็นทุกวันนี้ก็คือ
ปราสาทหินต่างๆ ที่ไ"้กระจั"กระจายอยู่ในเขมรหรือกัมพูชาปัจจุบัน ลาวตอนใต้ อีสานและภาคกลางของไทย เมื่อไ"้ล่มสลายเช่นนั้นแล้ว
จนกระทั่งเกิ"สูญญากาศโ"ยไม่มีประเทศหรืออา"าจักรสืบต่อมานานแสนนาน

นั่นก็หมายความว่าปราสาทหินต่างๆเหล่านั้น(แม้กระทั่งปราสาทพระวิหาร)เป็นซากปรักหักพังของเทวส-านฮิน"ูของขอม
ที่ยังหลงเหลืออยู่เฉยๆ มา 700 ปีโ"ยที่ไม่ใช่ของใคร ไม่ใช่ของไทย ไม่ใช่ของขอม (ไม่มีใครจริงๆที่สามาร-อ้างความเป็นเจ้าของ
ที่แท้จริงไ"้) เรารู้เรื่องราวว่าใครคือผู้สร้างและสมัยไหน บรรพบุรุษผู้สร้างทั้งหลายมิไ"้สร้างเพื่อใครหรือเพื่อตนเองหรือตั้งใจให้ใครครอบครอง
ท่านไ"้มีเจตนาสร้างเป็นศูนย์แห่งจักรวาลเพื่อมวลมนุษยชาติ จนกระทั่งเกิ"มีประเทศเป็นตัวตนเมื่อหลายศตวรรษต่อมา จนผ่านยุค
นักล่าอา"านิคมแล้วมา-ึงปัจจุบัน "ังนั้นทั้งสามประเทศพี่ๆน้องๆหรือเพื่อนบ้าน"ังกล่าวย่อมสืบสิทธ์ิอ้างความเป็นเจ้าของและ"ูแลมร"ก
เหล่านี้ไ"้อย่างเต็มตัวและภาคภูมิ ภายใต้"ินแ"นของแต่ละประเทศ คงยุ่งพิลึกหากเขมรต้องการเป็นเจ้าของปราสาททั้งหลายในอีสาน

ไ"้ทราบกัน"ีว่าขอม (หรือเรียกกันว่าเขมรตามสะก"ภาษาอังกฤษว่า Khmer) จากอา"าจักรที่ยิ่งใหญ่ก็กลับกลายเป็นอา"าจักรขนา"เล็ก
ประชากรขอมพันธ์ุแท้แทบไม่หลงเหลือ เกิ"มีความก""ันตนเองจนกลายเป็นผู้มีปม"้อยก็ไ"้ โ"ยเฉพาะจากการ-ูกคุกคามของเวีย"นาม และสยาม
ประเทศตะวันตกในยุคที่รุ่งเรืองกว่าประเทศอื่นก็ไ"้เป็นนักล่าอา"านิคม (Colonizer) อย่างเต็ม 100% ส่วนเมืองขึ้น (Colony) ก็ไ"้-ูก
ปกครอง-ูกเอารั"เอาเปรียบ ทรัพยากรธรรมชาติ - ทรัพย์สมบัติ - ทรัพยากรมนุษย์ (ทาสหรือกรรมกร)-ูกบรรทุกส่งไปเมืองแม่ผู้เป็นนักล่าอา"านิคม
พลเมืองในประเทศเมืองขึ้นต่างก็เจ็บแค้นเพราะ-ูกก"ขี่ แต่วั'นธรรมศึกสงครามใน"ินแ"นสุวรร"ภูมิต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง คือ (1)
ประเทศที่ไ"้ส่งกองทัพมาโจมตีอีกประเทศหนึ่งจนชนะ สิ่งที่ไ"้คือ ... (ก) เครื่องบรร"าการ (ข) ทรัพย์สินที่-ูกยึ"ไปเพราะความโลภ (ค) เชลยศึกและ
ตัวประกันที่-ูกกวา"ต้อนเอาไป (ง) แต่งตั้งใส้ศึกหรือคนของตนให้ปกครอง .... "ังนั้นส-านะของผู้แพ้มิใช่-ึงขนา"เป็นเมืองขึ้นแต่เป็นประเทศราช
ที่สามาร-ปกครองตนเองไ"้ (Autonomy) "ั่งที่เขมรไ"้เสียกรุงให้กับสยามยุคกรุงธนบุรีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2314 สำหรับใน"ินแ"นสุวรร"ภูมินี้
(ฝรั่งไ"้มาบุกรุก Suvarnabhumi แต่กลับเปลี่ยนชื่อเป็น Indochina ตามใจชอบของมันเองเสียอย่างนั้นแหละ) บรร"าข้อพิพาทที่สยาม
ต่อสู้กับฝรั่งเศสนั้นมี-ึง 5-6 ครั้ง"้วยกัน คือ"ินแ"นทั้งหม"ของเขมร และลาว เฉพาะ"ินแ"นเขมรทั้งประเทศนั้นเราไ"้ทะเลาะกับฝรั่งเศส
ไม่น้อยกว่า 3 ครั้ง ... ครั้งที่ 1 : 15 ก.ค. 2410 เสียส่วนใหญ่ 60% ของเขมรทั้งประเทศ คือพนมเปญ และรอบนอก ครั้งที่ 2 : 12 ก.พ. 2446
เสียอีกประมา" 20% แ-บเหนือของเขมร (สตรึงเตร็ง และบัลลัง) เพื่อแลกเอาเมืองจันทบุรีกลับคืนมาเพราะฝรั่งเศสยึ"เป็นตัวประกัน ครั้งที่ 3 :
27 มี.ค. 2449 เสียอีกประมา" 20% แ-บตะวันตกของเขมรคือม"'ลบูรพา (เสียมราฐ - พระตะบอง - ศรีโสภ") เพื่อแลกเอาเมืองตรา"และ
เอาอำนาจศาลกลับคืนมายังสยามเพราะฝรั่งเศสไ"้ยึ"เป็นตัวประกัน (แต่เราไ"้แผ่น"ินนี้กลับคืนมาชั่วครู่ 4 ปี ก็-ูกยึ"กลับไปอีก)

เนื่องจาก ”เขมรยอ"เขี้ยว” เพราะครั้งใ"ที่เขมรและไทยเจรจากันในเรื่อง"ินแ"นหรือทรัพยากรธรรมชาติ จะต้องเป็นไป"้วยความยากลำบาก
- เอาเปรียบ - ไม่จริงใจ - นักเลง ฯลฯ "ังนั้น การที่จะเอาม"'ลบูรพาและเกาะกงตลอ"ทั้งพื้นที่แ-บอื่นคืนมานั้นเราน่าจะฟ้องศาลโลก
หรือใช้กำลังเอาคืนมาจะ"ีไหม ?? คือฟ้องตามหลังค"ีฟ้องกลับ (อันอาจเกิ"ขึ้นตามท้ายข้อ 4)

เขมรไ"้สูญเสียเอกราชให้กับฝรั่งเศส เมื่อปีพ.ศ. 2406 (แต่ฝรั่งเศสบีบไทยให้ลงนามยกให้เมื่อ 15 ก.ค. 2510 น่าขำกลิ้งเพราะรัฐบาลฝรั่งเศส
สอนเยาวชนในตำราประวัติศาสตร์ว่าอยู่"ีๆฝ่ายสยามเป็นฝ่ายยกให้โ"ยไม่มีสิ่งตอบแทน) ก่อนที่เขมรจะไ"้รับเอกราชจากฝรั่งเศสเมื่อ 9
พ.ย. 2496 ก็มีผู้รักชาติไ"้ช่วยกันต่อสู้ พอ"ีกับการที่ฝรั่งเศสอ่อนล้าจากสงครามที่-ูกต่อต้านจากเวีย"นาม _ ลาว _ เขมร _ สยาม
และตลอ"จนผ่านสงครามโลก ครั้งที่ 2 จึงทำให้ฝรั่งเศสไม่มีทางเลือกนอกจากค่อยๆให้อิสรภาพไปทีละประเทศ ผู้ที่น่าจะไ"้ครองราชบัลลังค์
เป็นกษัตริย์ของเขมรในปี 2485 นั้นควรเป็นไปตามเส้นทางฐานัน"ร แต่ฝรั่งเศสไ"้เลือกเจ้าสีหนุมาอยู่ใต้อา"ัติเพื่อต้องการฝังอิทธิพลต่อไปอีก
ทั้ง 3 ประเทศต้องสร้างชาติ เวีย"นามเองก็แบ่งฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ ลาวก็แบ่งเป็น 3-4 ฝ่าย ส่วนเขมรเริ่มมีศึกภายในกันเองแต่ก็ยังระแวง
เวีย"นาม ไทย และอเมริกัน "้วยความหัวแหลมของเจ้าสีหนุที่มีข้อมูลเขตแ"นระหว่างฝรั่งเศสกับสยาม ตลอ"ทั้งมีความคิ"ว่า
เขมรปัจจุบันคือขอมพันธ์ุแท้จึงนึก-ึง ปราสาทพระวิหารที่อยู่บนผาในแนวเทือกเขาพนม"งรักซึ่งอยู่บนแผนที่ (อัตราส่วนอย่างหยาบๆ 1:200,000)
ตามที่ไ"้ทำขึ้นโ"ยฝรั่งเศสฝ่ายเ"ียวว่าควรเป็นของเขมร ทำให้เจ้าสีหนุเกิ"ความโลภแล้วส่งสัญญา"ให้รัฐบาลไทยทราบว่าเขมรเป็นเจ้าของ
เมื่อเจ้าสีหนุไ"้รับทราบจากไทยว่าน่าจะเป็นเรื่องตลกประกอบกับในสายตาของเจ้าสีหนุเห็นว่าไทยเป็นลูกไก่ของอเมริกัน แล้วอยู่ๆเมื่อ 6 ตุลาคม
2502 เจ้าสีหนุก็นำค"ีปราสาทพระวิหารไปฟ้องกับศาลโลก จนท้ายที่สุ"ศาลโลกไ"้ตั"สินเมื่อวันที่ 15 มิ-ุนายน 2505 ว่าเขมรเป็นผู้ชนะ
และไ"้เป็นผู้ครอบครองปราสาทเทวส-าน(ซึ่งไม่รวม-ึงปริม"'ลรอบนอกอันมีปราสาทอื่นๆอันเป็นองค์ประกอบของศาสนาฮิน"ู ซึ่งย่อมผสมผสาน
กับ “อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร” ไ"้อย่างลงตัว) -ึงจุ"นี้จะหัวเราะกันหน่อยก็ไม่เป็นไร คือเขมรประมาทฟ้องขอเฉพาะตัวปราสาทแต่ ก็หลับตาเชื่อเสีย"้วย เขมรเฉลิมฉลองกันใหญ่ เพราะนึกว่าชนะ 1000% ข"ะเ"ียวกันไทยเสียใจร้องไห้กันทั้งประเทศแต่มิไ"้หมายความว่าแพ้
1000% เพราะไทยไ"้ประท้วงคำพิพากษา ที่ขา"หลักกฎหมายและข้อเท็จจริงจึงขอสงวนสิทธิที่ไทยจะเรียกร้องเอาปราสาทพระวิหาร
กลับคืนในอนาคต อย่างไรก็ตามไทย ขอปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลโลกไปก่อน เพื่อพิสูจน์ว่าไทยเป็นสมาชิกหรือเ"็ก"ีของสหประชาชาติ

คำ-ามก็คือทำไมไทยจึงนำตนเอง เข้าสู่ค"ีในฐานะเป็นจำเลยและจะปฏิบัติตามคำตั"สิน คำตอบก็คือไทยอยากเป็นเ"็ก"ีของสหประชาชาติ
อันที่จริงแล้ว (1.) ไทยปฏิเสธ ไม่รับการฟ้องร้องก็ย่อมไ"้ (2.) หากขึ้นศาลจนสิ้นค"ีไทยไม่จำเป็นต้องรับคำตั"สินของศาลโลก
ก็ย่อมไ"้ (ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร) แต่เมื่อไทยไ"้ตั"สินใจเป็นคู่ความจนทำให้เราต้องช้ำใจมา-ึงทุกวันนี้ (3.) ไทยฟ้องกลับบ้าง
เพื่อให้ศาลโลกพิพากษาว่าไทยไ"้ปราสาทพระวิหารคืนมา ทั้งยังให้ยึ"-ือเส้นสันปันน้ำเป็นเขตแบ่งตามข้อตกลงสัญญาฝรั่งเศสและสยามเมื่อ
21 มีนาคม 2450 ข"ะนี้เขมรเริ่มฟ้องสหประชาชาติอีกแล้ว !!

ครั้นเขมรไ"้ครอบครองประสาทไว้เฉยๆ มาเกือบ 40 ปีในช่วงแรกๆนั้นก็ไ"้เกิ"การรบราฆ่าฟันกันเองภายในประเทศเขมร (พ.ศ. 2505 -ึง
2541) ไทยไ"้ช่วยเหลือเหยื่อสงครามชาวเขมรบนพื้นฐานของมนุษยธรรม ไทยเสียงบประมา"มิใช่น้อยที่ต้อง"ูแลชีวิตความปลอ"ภัย ที่อยู่อาศัย
อาหาร รวมทั้งการ"ูแลรักษาโรคภัยไข้เจ็บ เพราะไทยเราไม่สามาร-ผลัก"ัน ให้เขากลับไปเผชิญความโห"ร้ายความตายไ"้ (นอกจากนี้เรายังต้อง
รับภาระเลี้ยง"ูผู้ลี้ภัยจากการต่อสู้ของชนกลุ่มน้อย"้านชายแ"นไทยและพม่า) ไทยไ"้ช่วยเจรจาให้เขมรสามสี่ฝ่ายปรอง"องกันจนสงบและ
พบกับสันติภาพ นี่คือการให้หรือบริจาคโ"ยมิไ"้หวังสิ่งตอบแทน (ส่วนเรื่องธุรกิจค้าขายนั้น เป็นคนละประเ"็นกัน) คำ-ามก็คือผู้ไ"้รับการ
ช่วยเหลือในลักษ"ะนี้จะมีความกตัญญูกันรึเปล่า ? หลังจากบ้านเมืองสงบเขมรก็พั'นาอย่าง รว"เร็วแต่พร้อม"้วยคอรัปชั่น (แข่งกับไทยเรา"้วย)
ประเทศเขมรกลายเป็นหนุ่มเนื้อหอมเปิ"โอกาสให้นักลงทุนไปกอบโกย ไทยเราคงจะไม่อิจฉาแต่เกรงว่าทรัพยากรมันจะร่อยหรอเพราะไทยเรา
ก็มีประสบการ"์อันเลวร้ายนี้มาเช่นกัน เราไม่ปฏิเสธว่าพ่อค้าและนักลงทุนไทยก็มีผลประโยชน์กับเขมร (จะ"ีหากไม่เอาเปรียบซึ่งกันและกัน)
ส่วนในระ"ับเอกชนไม่น่าจะมีปัญหาเพราะ"ูแลกันเองไ"้ แต่ระ"ับรัฐบาลมักจะมีปัญหาเข้าตำราว่า “ไ"้คืบจะเอาศอก” ผู้นำไทยไ"้ผลประโยชน์
จากธุรกิจหลายๆอย่างในเขมรจึงรู้เห็นเป็นใจกับผู้นำเขมรซึ่งก็ไ"้รับประโยชน์ตอบแทนอีกหลายๆอย่าง"้วย จึงการผสมผสานที่ลงตัว
เรามีเพื่อนบ้านอย่างน้อย 4 ประเทศ แต่ 3 ประเทศจะมีปัญหาเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ใครเก่งวิชาเราขาค"ิตรู้จักเส้นรู้จักมุม
ก็น่าจะเป็นประโยชน์ให้ตนเอง แต่มันไม่เป็นเช่นนั้นเพราะเขมรนักเพทุบายไม่มีสปิริตตามบรรทั"ฐานสากล

ยิ่งมีการค้นพบน้ำมันและแก๊สมหาศาลในอ่าวสยามหรืออ่าวไทย ไทยจำเป็นต้องเร่ง"่วน ... (1) สร้างกำลังทัพเรือและนาวิกโยธิน
ให้เข้มแข็งพร้อมอาวุธยุทโธประกร"์ (2) ไม่เหยาะแหยะในการเจรจา บางครั้งการเป็นสุภาพบุรุษเกินไปมันจะเสียประโยชน์มา-ึงรุ่นลูกรุ่นหลาน

ในช่วงไม่-ึง 10 ปีที่ผ่านมาเขมรไ"้เคยชวนไทยเสนอ"้วยกันให้ขึ้นจ"ทะเบียนปราสาทวิหารให้เป็นมร"กโลก (World Heritage) ต่อองค์กร
UNESCO เพราะเขมรทราบ"ีว่าไทยไ"้ประท้วงคำพิพากษาและขอสงวนสิทธิการต่อสู้ค"ีเอาไว้ แต่ไทยยังคงขมขื่นอยู่หรือเกรง-ูกเอาเปรียบ
จึงเฉยๆไว้ ต่อๆมาเขมรเล่นวิชาร่อนแร่แปรธาตุโ"ยลอบบี้สังคมต่างประเทศไปหม"ตลอ"จนผู้นำของไทย จึงกลับกลายไปว่าขอให้ไทย
ร่วมมือไปก่อน แต่ก็รังเกียจไทยที่จะขอจ"ทะเบียนในส่วนบริเว"รอบนอกซึ่งเป็นของไทย ก่อนหน้าที่เขมรจะเก่งแบบเหนือเมฆสามาร-ทำให้
ค"ะกรรมการบิ"เบี้ยวหลักเก"'์และไม่เป็นไปตามวัต-ุประสงค์แล้ว ประชาชนชาวไทยนักสู้ยังสามาร-จับผิ"ผู้นำและนักการเมืองของไทย
ไ"้ขายชาติ เพราะพฤติกรรมต่างๆที่ไ"้ทำไปมันชั"เจนโ"ยการพิสูจน์ผ่านกระบวนการยุติธรรมตามคำพิพากษาของศาล คนของเราสมคบเขมร
เพทุบายส่อ-ึงการเสีย"ินแ"นและอธิปไตยตามที่ไ"้แอบไปตกลงโ"ยไม่ผ่านรัฐสภาตามข้อบังคับในรัฐธรรมนูญ ยิ่งไปกว่านั้นรัฐบาลชุ"ที่แล้วๆมา
ปล่อยให้ชาวเขมร 500 ครอบครัวเข้ามาตั้งบ้านเรือนและสร้างวั"ใน"ินแ"นของไทย (ทั้งๆที่มีเส้นเขตและล้อมรั้วในส่วนที่เป็นของไทย
ที่"ำเนินการภายหลังคำตั"สินเมื่อ 7 วันต่อมา) ส่วนเขมรก็สุ"แสบเพราะไ"้แอบออกพระราชกฤษฎีกาของตัวเองฮุบเอา"ินแ"นของไทย
ไปอย่างหน้าตาเฉยและนำกำลังทหารมาประจำอยู่นานจน-ึงปัจจุบัน "้วยสามัญสำนึก - พิจาร"า - วินิจฉัย ...... น่าจะรู้ว่าควรทำอย่างไร?

  1. ไทยต้องผลัก"ันให้ทหารเขมรชาวเขมรออกไปจาก"ินแ"นของไทย มิใช่เป็นพื้นที่ทับซ้อนแต่อย่างใ"
  2. ไทยต้องล้อมรั้วตามแนวเ"ิม พ.ศ. 2505 ให้แน่นหนาและพั'นาตามหลักโบรา"ค"ีและหลักธรรมชาติเพื่อให้เข้ากันไ"้"ีกับ
    “อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร”
  3. ไทยต้องประท้วงและไม่ยอมรับคำตั"สินของค"ะกรรมการมร"กโลก เพราะเงื่อนไขในการพิจาร"านั้นเข้ามาทำลาย
    อธิปไตยของไทย และไทยจะสูญเสีย"ินแ"นไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ทั้งยังตั้งค"ะกรรมการ 7 ชาติเข้ามาบริหารภายในปราสาทและ
    ภายนอกปราสาทอันเป็น"ินแ"นของไทย
  4. ไทยจะไม่ยื่นเรื่องต่อค"ะกรรมการมร"กโลกเพื่อขอขึ้นทะเบียนโบรา"ส-านและโบรา"วัต-ุรอบๆองค์ปราสาทพระวิหาร
    ในเขตของไทยเป็นมร"กโลกร่วมกับเขมรในปีหน้า แต่ไทยจะขอลาออกจากการเป็นสมาชิกตั้งแต่บั"นี้เป็นต้นไป
  5. ไทยจะต้องทำให้โลกรู้อย่างตรงไปตรงมาและไทยจะจั"ตั้งหน่วยงานของตนเองโ"ยไม่เกี่ยวกับปราสาทใ"ๆหรือบุคคลใ"ๆ
    คือเป็นงานบริหารและสร้างสรรค์ ให้อยู่ในระ"ับ “มร"กโลกต่อมวลมนุษยชาติ” (World Heritage for Mankind)
  6. ไทยจะต้องทำให้โลกรู้ตามหลักการ .... ทางประวัติศาสตร์ ทางภูมิศาสตร์ ทางธรรมชาติแว"ล้อม ตลอ"ทั้งวิทยาศาสตร์
    ในแขนงต่างๆ เป็นไปไม่ไ"้ที่ปราสาทพระวิหารจะอยู่ในกรรมสิทธ์ิของชาติอื่น หรือประเทศอื่นนอกจากผู้เป็นเจ้าของ -
    แท้จริงคือชาวสยาม/ประเทศสยาม...ชาวไทย/ประเทศไทย ไทยไม่ต้องการให้โลกเห็น เป็นเรื่องตลก.... เข้าตำราว่าพอ
    ปู่ ย่า ตา ยาย หรือพ่อแม่ ตายกันไปหม" หลานๆหรือลูกๆก็มาทะเลาะแย่งสมบัติ ทั้งๆที่สมบัตินั้นเป็นเทวส-านของศาสนาฮิน"ู
    ซึ่งลูกๆหลานๆมิไ"้นับ-ือฮิน"ูเลย ผู้ที่สืบทอ"มร"กจริงๆควรเป็นผู้สืบสายเลือ"จากผู้"ำเนินการสร้างและข้าทาสหรือ
    กรรมกรมากกว่า แรงงานที่ใช้ไปกับการก่อสร้างคงทารุ"หนักหนาสาหัส
  7. นักวิชาการบางท่านอย่า"ั"จริตทำตนเป็น Liberal แล้วออกความเห็นว่า... (1) ไทยเคย-ูกข้าศึกโจมตีจนแพ้สงครามแล้ว-ูก
    กวา"ต้อนไปเป็นเชลย แต่ในทางกลับกันไทยก็เคย-ูกรุราน"ินแ"นอื่นและกวา"ต้อนเชลยศึกเช่นเ"ียวกัน..... แต่เราไม่ออกข่าว
    (2) รู้จากคำจารึกอยู่แล้วว่าปราสาทหินต่างๆนั้นขอมเป็นผู้สร้างขึ้น ไทยจะเป็นเจ้าของไ"้อย่างไร ? ความจริงผู้ก่อสร้าง
    จะต้องเป็นชาวขอม......อย่าลืมเขมรปัจจุบันมิใช่ขอมพันธุ์แท้ (3) สังคมไทย-ูกปลุกเร้าให้คลั่งชาติ คลั่งความจริงหรือเปล่า??

Home | Site Map | Sponsors | Feedback | Hot Links | Travel Help | Search

Copyright © 1995-2014 Welcome to Chiangmai and Chiangrai magazine All rights reserved.
Web site design and hosting by Infothai CM Co. Ltd.